ทำไมเสียงไมค์ถึงฟังดูไม่ดีทั้งที่สเปกบนกล่องดูโอเค
ก่อนเลือกระหว่าง USB กับ XLR ต้องเข้าใจก่อนว่าเสียงที่ได้ยินจากสตรีมมันผ่านกระบวนการอะไรบ้าง เพราะสเปกบนกล่องกับเสียงที่คนดูได้ยินจริงมักต่างกันมาก
Noise floor และ gain คือตัวแปรที่คนมักมองข้าม
ทุกไมค์มีสิ่งที่เรียกว่า noise floor หรือระดับเสียงรบกวนพื้นฐานที่ไมค์ดูดเข้ามาตลอดเวลา แม้ยังไม่ได้พูดอะไร ไมค์ราคาถูกหลายตัวมี noise floor สูง ทำให้ได้ยินเสียงฮัมหรือเสียงแซ่เบาๆ อยู่ตลอด โดยเฉพาะเวลาสตรีมในห้องเงียบ
ปัญหาที่เจอบ่อยอีกอย่างคือการตั้ง gain สูงเกินไป พอ gain ขึ้นสูง ไมค์ไม่ได้แค่ดึงเสียงพูดให้ดังขึ้น แต่ดึงทุกอย่างขึ้นมาพร้อมกัน ทั้งเสียงพัดลมคอม เสียงแอร์ เสียงคีย์บอร์ด จนเสียงพูดฟังดูแข่งกับเสียงรบกวนรอบข้างตลอดเวลา
ไมค์ที่อ้างว่า noise floor ต่ำมากบนกล่อง แต่ไม่มีกราฟหรือผลทดสอบประกอบ ตัวเลขนั้นมักวัดในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมแล้ว ไม่ใช่ห้องสตรีมจริงที่มีคอมรันเกมอยู่ข้างหน้า
Polar pattern cardioid ช่วยได้จริงแค่ไหนในห้องที่ไม่ได้ soundproof
Cardioid polar pattern คือรูปแบบการรับเสียงที่ไมค์สตรีมส่วนใหญ่ใช้ มันรับเสียงจากด้านหน้าได้ดีและตัดเสียงจากด้านหลังออกไปได้พอสมควร แต่สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ cardioid ไม่ได้ตัดเสียงสะท้อนในห้อง
เสียงก้องที่ได้ยินในสตรีมส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากด้านหลังไมค์ แต่มาจากเสียงที่กระทบผนัง เพดาน และโต๊ะแล้วสะท้อนกลับเข้าหัวไมค์จากทุกทิศ ห้องที่ไม่มีพรม ผ้าม่าน หรือของที่ช่วยดูดซับเสียง จะทำให้ไมค์ดีแค่ไหนก็ยังฟังดูก้องอยู่ดี
วิธีแก้เบื้องต้นที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มคือเอาหมอนหรือผ้าห่มวางรอบๆ ตอนสตรีม หรือนั่งในมุมที่มีของเยอะๆ บนชั้นวาง เสียงสะท้อนจะลดลงเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องซื้อ acoustic foam แพงๆ
USB กับ XLR ต่างกันยังไงในทางปฏิบัติตอนสตรีมจริง
ความต่างระหว่างสองระบบนี้ไม่ใช่แค่ช่องเสียบ แต่อยู่ที่ว่าสัญญาณเสียงถูกแปลงและควบคุมที่ไหน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพเสียงที่คนดูได้ยิน
USB ทำงานยังไงและทำไมถึงสะดวกแต่มีข้อจำกัด
ไมค์ USB มี DAC และ preamp ฝังอยู่ข้างในตัวเองเลย เสียบสาย USB เข้าคอมก็ใช้ได้ทันที ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ไม่ต้องตั้งค่าซับซ้อน สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสตรีมและอยากได้เสียงดีขึ้นโดยเร็ว นี่คือเส้นทางที่ตรงที่สุด
ข้อจำกัดจริงๆ คือคุณภาพของ DAC และ preamp ที่ฝังมาในตัว ถ้าผู้ผลิตประหยัดต้นทุนตรงนี้ เสียงที่ได้จะมีเสียงรบกวนแทรกมากกว่าที่ควร และปรับ gain ได้น้อยกว่าระบบ XLR ที่ใช้ audio interface แยก
Fantech UFM1/WFM1 ไมค์ USB Condenser ราคา 1,114 บาท — มีแผ่นกรองเสียงและตัดเสียงรบกวน ตรงกับปัญหาเสียงแว่วที่บทความเปิดต้นพูดถึง
ดูสินค้าไมค์ USB ที่มาพร้อมแผ่นกรองเสียง (pop filter) ในกล่องช่วยลดเสียงลมจากการพูดได้ทันทีโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม ถ้าอยากเริ่มสตรีมเกมโดยไม่ยุ่งกับอุปกรณ์เสริม USB ตอบโจทย์ได้ดีในงบนี้
XLR ต้องใช้ audio interface ด้วยเสมอ แล้วคุ้มไหมในงบนี้
ไมค์ XLR ส่งสัญญาณแบบ analog ออกมาทางสาย XLR แล้วเข้า audio interface ซึ่งทำหน้าที่แปลงสัญญาณและปรับ gain แทน ข้อดีคือ preamp ใน audio interface ที่ราคาพอเหมาะมักคุณภาพสูงกว่าที่ฝังในไมค์ USB ราคาเดียวกัน ทำให้เสียงสะอาดกว่าและควบคุมได้ละเอียดกว่า
แต่ต้องคิดงบให้ครบ ถ้างบทั้งหมดมี 5,000 บาท และต้องซื้อ audio interface อีก 1,500-2,000 บาท เงินที่เหลือสำหรับตัวไมค์จะเหลือแค่ 3,000-3,500 บาท ซึ่งได้ไมค์ XLR ระดับเริ่มต้น ไม่ใช่ระดับกลาง
Audio Interface Sound Card B1 ราคา 1,290 บาท — อุปกรณ์ควบคุมเสียงที่บทความเตือนว่าต้องซื้อเพิ่มเมื่อใช้ XLR เพื่อให้เสียงดีขึ้น
ดูสินค้าaudio interface ที่ดีพอสำหรับสตรีมเกมไม่จำเป็นต้องแพง แต่ควรมี phantom power (+48V) เผื่อไว้ถ้าอยากอัพเกรดไปใช้ไมค์ condenser XLR ตัวอื่นในอนาคต
งบ 3,000-5,000 บาท ซื้อแบบไหนได้ของดีกว่ากัน
ถ้าต้องเลือกระหว่างสองเส้นทางในงบเดียวกัน ตัวเลขจะออกมาประมาณนี้
- USB เต็มงบ: ได้ไมค์คุณภาพดีในช่วง 3,000-5,000 บาท ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม เสียบแล้วสตรีมได้เลย
- XLR + interface งบเดียวกัน: ได้ไมค์ XLR ระดับ 2,000-3,000 บาท + audio interface อีก 1,500-2,000 บาท รวมใกล้เคียงกัน แต่ได้ระบบที่ต่อยอดได้ง่ายกว่า
- ชุด XLR สำเร็จรูป: บางแบรนด์จัดชุดไมค์ + interface มาด้วยกัน ราคารวมถูกกว่าซื้อแยก แต่ต้องเช็กคุณภาพ interface ที่มาด้วยว่าพอใช้ได้จริงหรือเปล่า
ชุด BM-800 + Audio Interface B1 ราคา 2,790 บาท — สำหรับผู้ที่วางแผนอัพเกรดระบบเสียงในอนาคตตามที่บทความแนะนำ XLR ให้ควบคุมเสียงละเอียดขึ้น
ดูสินค้าสำหรับคนที่วางแผนสตรีมระยะยาวและอยากควบคุมเสียงได้ละเอียดขึ้น ชุด XLR + interface ในงบ 2,500-3,000 บาท เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบเมื่ออัพเกรดทีหลัง เพราะเปลี่ยนแค่ตัวไมค์ได้เลยโดยที่ interface ยังใช้ต่อได้
อ่านต่อ: ไมค์อัดเสียงมือใหม่
ตั้งค่าไมค์ให้เสียงดีตั้งแต่วันแรกที่เสียบ
ซื้อไมค์มาแล้วแต่ตั้งค่าไม่ถูกก็ได้เสียงแย่เหมือนเดิม ขั้นตอนนี้ใช้ได้กับทั้ง USB และ XLR และทำได้เองโดยไม่ต้องมีพื้นฐานด้านเสียง
ตั้ง gain ให้ถูกจุดโดยไม่ต้องเดา
เปิด OBS หรือโปรแกรมสตรีมที่ใช้อยู่ แล้วดูที่ audio meter ขณะพูดด้วยระดับเสียงปกติ เป้าหมายคือให้ระดับเสียงอยู่ที่ประมาณ -12 ถึง -6 dB ไม่แตะ 0 dB และไม่ต่ำกว่า -20 dB ตลอดเวลา
ถ้าเสียงแตะ 0 บ่อย แปลว่า gain สูงเกินไป เสียงจะแตกและฟังดูเหมือนพูดในโทรโศพท์สัญญาณไม่ดี ถ้าเสียงต่ำกว่า -20 dB ตลอด แปลว่า gain น้อยเกินไปและถ้าดึงขึ้นในซอฟต์แวร์จะดึงเสียงรบกวนขึ้นมาด้วย ปรับที่ตัวไมค์หรือ audio interface ก่อนเสมอ ไม่ใช่ดึง gain ใน OBS ทีหลัง
ไมค์ USB Condenser ตรงงบ 3,000-5,000 บาท — Fantech MCX04 มีการตัดเสียงรบกวนในตัว เหมาะสำหรับสตรีมเกมโดยไม่ต้องซื้อ audio interface เพิ่ม
ดูสินค้าไมค์ที่มีปุ่มปรับ gain บนตัวเองช่วยให้ตั้งค่าได้เร็วกว่าการเข้าไปปรับในเมนูซอฟต์แวร์ทุกครั้ง โดยเฉพาะตอนที่ต้องเปลี่ยนระดับเสียงระหว่างสตรีม
ระยะห่างและทิศทางไมค์ที่คนสตรีมมักทำผิด
ไมค์ cardioid ส่วนใหญ่ออกแบบมาให้รับเสียงจากด้านบนหัวหรือด้านหน้าตรงๆ ระยะที่ได้เสียงดีที่สุดคือห่างจากปากประมาณ หนึ่งกำปั้น ไม่ใช่วางไว้กลางโต๊ะแล้วพูดห่างออกไป 30-40 เซนติเมตร
เคสที่เจอบ่อยตอนสตรีมเกมคือวางไมค์ไว้ข้างจอแล้วหันหน้าไปทางจอแทนที่จะหันเข้าหาไมค์ หรือวางไมค์ไว้ด้านหลังคีย์บอร์ดแล้วพูดข้ามคีย์บอร์ด เสียงที่ได้จะอ่อนและมีเสียงคีย์บอร์ดแข่งอยู่ตลอด การขยับไมค์ให้ใกล้ขึ้นและหันตรงเข้าหาปากทำให้เสียงดีขึ้นชัดเจนโดยไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม
จุดที่ต้องระวังก่อนซื้อไมค์สตรีมในงบนี้
ไมค์สตรีมในช่วงราคา 3,000-5,000 บาทมีหลายตัวที่สเปกบนกล่องดูดีแต่เสียงจริงไม่ตรงปก โดยเฉพาะในตลาดออนไลน์ที่มีของเกรดจีนปะปนกับแบรนด์ที่มีศูนย์ไทยรับประกัน
สัญญาณเตือนที่บอกว่าไมค์ตัวนั้นสเปกเกินจริง
ไมค์ที่อ้าง frequency response กว้างมาก เช่น 20Hz-20kHz แต่ไม่มีกราฟตอบสนองความถี่ประกอบ ตัวเลขนั้นบอกแค่ว่าไมค์รับเสียงในช่วงนั้นได้ ไม่ได้บอกว่ารับได้สม่ำเสมอแค่ไหน ไมค์ราคาถูกหลายตัวรับเสียงความถี่สูงได้แต่ฟังดูแหลมและแข็ง ไม่ใช่ชัดและคมตามที่โฆษณา
สัญญาณเตือนที่ชัดกว่านั้นคืออ้าง noise floor ต่ำมากโดยไม่มีเงื่อนไข เช่น -130 dBV/Pa หรือ SNR 80dB+ แต่รีวิวจริงจากคนซื้อพูดถึงเสียงฮัมหรือเสียงแซ่ตลอดเวลา ตัวเลขเหล่านี้วัดในห้องปิดสนิทที่ไม่มีเสียงรบกวนเลย ไม่ใช่บนโต๊ะสตรีมที่มีคอมและจอรันอยู่ข้างๆ
วิธีเช็กเบื้องต้นก่อนกดสั่งคือดูรีวิวที่มีคลิปเสียงหรือรูปหน้าจอ waveform ประกอบ ไม่ใช่แค่รีวิวข้อความที่บอกว่า "เสียงดีมาก" เพราะคนที่ไม่เคยใช้ไมค์คุณภาพดีอาจไม่รู้ว่าเสียงที่ได้ยู่ดีหรือเปล่า
ประกันศูนย์ไทยกับประกันร้านต่างกันยังไงสำหรับไมค์
แบรนด์ไมค์ที่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย เช่น Behringer, Audio-Technica หรือแบรนด์เกมมิ่งที่มีออฟฟิศไทย ถ้าของเสียสามารถส่งซ่อมหรือเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องส่งออกนอกประเทศ ประกันศูนย์ไทยมักครอบคลุม 1 ปีขึ้นไป และมีที่ติดต่อชัดเจน
Behringer C-2 ไมค์ Condenser XLR ราคา 3,250 บาท — ตรงงบ 3,000-5,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสียงคมชัดและควบคุมละเอียดตามที่บทความเน้น
ดูสินค้าต่างจากของที่นำเข้าเองหรือซื้อผ่านร้านค้าที่ไม่ใช่ตัวแทนอย่างเป็นทางการ ประกันที่ได้คือประกันร้านซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายร้านนั้นๆ บางร้านรับเปลี่ยนได้ บางร้านรับแค่ซ่อม และถ้าร้านปิดหรือหายไปก็หมดสิทธิ์ไปด้วย ก่อนกดสั่งไมค์ในงบนี้ควรเช็กว่ามีที่อยู่ศูนย์บริการในไทยหรือไม่ ไม่ใช่แค่ดูว่าร้านมีรีวิวดีหรือเปล่า
