ตัวเลขสเปกต่างกันยังไง และตัวเลขไหนที่ใช้งานจริงสังเกตเห็นได้
ก่อนเทียบผลลัพธ์จากงานจริง ต้องรู้ก่อนว่า Gen 3 กับ Gen 4 ต่างกันที่ตรงไหน และตัวเลขไหนที่มีผลจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ตัวเลขโชว์บนกล่อง
Sequential Speed กับ Random IOPS คนละเรื่องกัน
ตัวเลขที่เห็นใหญ่โตบนกล่อง SSD ทุกยี่ห้อคือ Sequential Read/Write — ความเร็วอ่านเขียนไฟล์ขนาดใหญ่ที่เรียงต่อเนื่องกัน Gen 3 ทั่วไปทำได้ราว 3,500 MB/s ส่วน Gen 4 ทำได้ถึง 7,000–7,300 MB/s ห่างกันเกือบสองเท่าพอดี
แต่ในการทำงานประจำวัน ระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันส่วนใหญ่อ่านเขียนไฟล์เล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ตลอดเวลา ตัวเลขที่วัดการทำงานแบบนี้คือ Random IOPS ซึ่งทั้ง Gen 3 และ Gen 4 ระดับกลาง-บนห่างกันน้อยกว่าที่คิดมาก ในชีวิตจริงความต่างที่รู้สึกได้จาก Random IOPS จึงไม่ได้ดราม่าเท่าตัวเลข Sequential บนกล่อง
งานที่ Sequential Speed สูงมีผลจริงๆ คือ:
- ย้ายไฟล์วิดีโอขนาดใหญ่ (เช่น RAW 8K หลาย GB ต่อไฟล์)
- เขียน output เรนเดอร์ต่อเนื่องไม่หยุด
- โหลด asset ขนาดใหญ่ในเกมที่รองรับ DirectStorage
งานที่ Random IOPS สำคัญกว่า ได้แก่ เปิดแอป บูตเครื่อง โหลดโปรเจกต์ที่มีไฟล์เล็กหลายพัน และการทำงานทั่วไปบน OS
Cache หมดแล้วความเร็วไปไหน
SSD ทุกตัว ไม่ว่า Gen 3 หรือ Gen 4 มี SLC Cache ที่ทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ความเร็วสูง ตราบที่ข้อมูลยังเขียนอยู่ใน cache ความเร็วจะสวยงามตามสเปก แต่พอ cache เต็ม ความเร็วเขียนจะดรอปลงมาอยู่ที่ความเร็ว NAND จริงๆ ซึ่งอาจต่ำกว่าสเปกหน้ากล่องหลายเท่า
ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับงานตัดต่อและเรนเดอร์ เพราะไฟล์วิดีโอ RAW ขนาดใหญ่เขียนต่อเนื่องได้นานพอที่จะทะลุ cache ออกไป Gen 4 ที่มี cache น้อยอาจทำงานได้แย่กว่า Gen 3 ที่มี cache ใหญ่กว่า ในสถานการณ์นี้ ดังนั้นก่อนเทียบ Gen ควรดูขนาด cache ด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลข MB/s
งานตัดต่อวิดีโอ 4K/8K และเรนเดอร์ 3D — Gen 4 เปลี่ยนเวลาทำงานได้จริงไหม
นี่คืองานที่คนมักหวังว่า Gen 4 จะช่วยได้มากที่สุด เพราะไฟล์ใหญ่ อ่านเขียนต่อเนื่อง — แต่ผลที่ได้จริงไม่ตรงไปตรงมาเสมอ
ตัดต่อ 4K/8K Proxy vs RAW ผลต่างอยู่คนละจุด
คนตัดต่อวิดีโอส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานกับไฟล์ RAW โดยตรงตลอดเวลา workflow ปกติคือแปลง RAW เป็น Proxy ความละเอียดต่ำก่อน แล้วค่อยตัดต่อบน proxy นั้น ไฟล์ proxy มีขนาดเล็กกว่า RAW มาก ทำให้ bottleneck ย้ายไปอยู่ที่ CPU, RAM และ GPU แทน ไม่ใช่ SSD
ถ้าทำงานแบบนี้อยู่ ความต่างระหว่าง Gen 3 กับ Gen 4 ในระหว่างตัดต่อจริงๆ แทบไม่รู้สึกได้เลย Gen 4 จะช่วยได้จริงในขั้นตอน ingest (โหลด RAW เข้าโปรแกรม) และ export (เขียน output ออกมา) ซึ่งเป็นขั้นที่ต้องอ่านเขียนต่อเนื่องจริงๆ คนที่ทำงาน RAW ขนาดใหญ่โดยตรงโดยไม่ผ่าน proxy หรือต้องจัดการ cache preview หลายชั้นพร้อมกัน คือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Gen 4 ชัดเจนที่สุด
WD BLACK SN850X — SSD Gen 4 ที่มีความเร็วอ่าน 7,300MB/s เหมาะสำหรับเปรียบเทียบกับ Gen 3 ในงานตัดต่อ 4K/8K และเรนเดอร์ 3D ที่บทความสนใจ
ดูสินค้าเรนเดอร์ 3D และ Scratch Disk — SSD เป็นแค่ส่วนหนึ่งของสมการ
เวลาเรนเดอร์งาน 3D ขึ้นกับ CPU และ GPU เป็นหลัก SSD เข้ามามีบทบาทในสองจุดคือโหลด asset เข้าหน่วยความจำก่อนเรนเดอร์ และเขียน output ออกมาหลังเรนเดอร์เสร็จ
Gen 4 ช่วยให้สองขั้นนี้เร็วขึ้นจริง แต่ถ้าโปรเจกต์ใช้เวลาเรนเดอร์หลักหลายชั่วโมง เวลาที่ประหยัดได้จาก SSD เร็วขึ้นมักอยู่ในหน่วยนาที ไม่ใช่ชั่วโมง สิ่งที่ Gen 4 ช่วยได้จริงในงาน 3D มีดังนี้:
- โหลด scene ที่มี texture จำนวนมากเข้า RAM เร็วขึ้น
- เขียน render pass หลายชั้นออกมาต่อเนื่องโดยไม่ติดขัด
- ใช้ SSD เป็น scratch disk สำหรับโปรแกรมที่ต้องการพื้นที่ swap ชั่วคราว
แต่ถ้า CPU หรือ GPU ยังเป็นคอขวด การอัพเกรด SSD จาก Gen 3 ไป Gen 4 จะไม่เปลี่ยนตัวเลขเวลาเรนเดอร์อย่างมีนัยสำคัญ
SSD NVMe M.2 PCIe Gen 4 ที่บทความเน้นเปรียบเทียบ — ความเร็ว 7,250MB/s ช่วยในงานตัดต่อ RAW และเรนเดอร์ 3D ที่บทความถามว่าเห็นผลต่างจริงหรือ
ดูสินค้าดูเพิ่มที่: ssd nvme gen 3 vs gen 4
โหลดเกม Open World และ DirectStorage — Gen 4 ได้เปรียบจริงหรือยัง
เกม Open World ที่โลกกว้างและ asset หนักคือกรณีที่คนคาดหวังกับ Gen 4 มากที่สุด — แต่คำตอบขึ้นอยู่กับเกมที่เล่นและระบบที่ใช้อยู่ด้วย
Loading Screen กับ In-Game Streaming ต่างกันยังไง
หน้า loading screen แบบเดิมที่เห็นตอนเข้าเกมหรือเปลี่ยนโซนนั้น ไม่ได้ใช้ SSD เต็มความเร็วเสมอไป เพราะระบบมักโหลดข้อมูลผ่าน CPU และ RAM ก่อน ความต่างระหว่าง Gen 3 กับ Gen 4 ในหน้า loading ปกติจึงอยู่ที่ ไม่กี่วินาที ซึ่งรู้สึกได้แต่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิต
ที่น่าสนใจกว่าคือ In-Game Asset Streaming ในเกม Open World ใหม่ๆ ที่โลกโหลด asset แบบ real-time ตลอดเวลาที่วิ่งอยู่ ถ้า SSD ช้าเกินไปจะเห็น texture pop-in หรือโลกโหลดไม่ทัน Gen 4 เริ่มเห็นผลต่างชัดขึ้นในสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะเกมที่ออกแบบมาให้ใช้ความเร็ว SSD สูงๆ ตั้งแต่ต้น
Hikvision E3000 2TB — SSD NVMe Gen 3 ที่มีความเร็ว 3,445MB/s อ่าน ตัวอย่างสินค้า Gen 3 ที่ยังใช้งานได้ เพื่อเปรียบเทียบกับ Gen 4 ในบทความ
ดูสินค้าDirectStorage ใช้ได้จริงแค่ไหนในเกมที่มีอยู่ตอนนี้
DirectStorage คือ API ที่ให้ GPU โหลด asset จาก SSD โดยตรงโดยไม่ผ่าน CPU ซึ่งทำให้ Gen 4 ได้ประโยชน์เต็มๆ จากความเร็วที่มี แต่มีเงื่อนไขหลายข้อที่ต้องครบก่อน:
- เกมนั้นต้องรองรับ DirectStorage (ยังมีน้อยมากในตอนนี้)
- ต้องใช้ Windows 11 หรือ Windows 10 เวอร์ชันที่รองรับ
- GPU ต้องรองรับ DirectX 12 Ultimate
ถ้าเกมที่เล่นอยู่ยังไม่รองรับ DirectStorage ความต่างระหว่าง Gen 3 กับ Gen 4 ในแง่ gaming แทบจะเป็นศูนย์ในทางปฏิบัติ เงินส่วนต่างที่จ่ายเพิ่มไปนั้นยังไม่ได้ใช้งานจริง จนกว่าเกมในไลบรารีจะรองรับ DirectStorage มากขึ้น
WD BLACK SN7100 1TB — SSD Gen 4 ที่มีความเร็ว 7,250MB/s ตัวอย่างสินค้า Gen 4 ที่ขายดี (sold 85) แสดงว่าผู้ใช้จริงเลือกมันสำหรับงานที่ต้องการความเร็ว
ดูสินค้าอ่านต่อ: ssd nvme gen3 gen4
ใครควรอัพเกรดเป็น Gen 4 และใครที่ Gen 3 ยังพอ
ราคา Gen 4 ลดลงมามากในช่วงหลัง แต่ยังต่างจาก Gen 3 อยู่พอสมควร — คำถามคือเงินส่วนต่างนั้นคุ้มกับสิ่งที่จะได้รับจริงๆ ไหม
เช็กก่อนว่าเมนบอร์ดและซีพียูรองรับ PCIe Gen 4 ไหม
นี่คือจุดที่หลายคนข้ามไปซื้อเลยแล้วมาเสียใจทีหลัง Gen 4 SSD ที่เสียบลงใน M.2 slot ที่รองรับแค่ PCIe Gen 3 จะทำงานที่ความเร็ว Gen 3 โดยอัตโนมัติ ไม่มีทางบังคับให้วิ่งเร็วกว่า slot รองรับได้
ก่อนตัดสินใจซื้อ ให้เช็กสิ่งเหล่านี้ก่อน:
- เปิดสเปกเมนบอร์ดดูว่า M.2 slot ไหนรองรับ PCIe Gen 4 (บางบอร์ดมีหลาย slot แต่ Gen 4 มีแค่ slot เดียว)
- เช็กว่าซีพียูที่ใช้อยู่รองรับ PCIe Gen 4 ด้วย (Intel Gen 11 ขึ้นไป / AMD Ryzen 3000 ขึ้นไป)
- ถ้าไม่แน่ใจ ค้นชื่อเมนบอร์ดใน Google ตามด้วย "PCIe Gen 4 M.2" จะเจอข้อมูลชัดเจน
ถ้าระบบยังเป็น Gen 3 ทั้งหมด การซื้อ Gen 4 SSD ไม่ได้ความเร็วเพิ่มแม้แต่บิตเดียว
งานแบบไหนที่ Gen 4 คุ้มจริง และงานแบบไหนที่ Gen 3 ยังพอ
ถ้าระบบรองรับ Gen 4 แล้ว คำถามต่อไปคือลักษณะงานที่ทำอยู่ตอบโจทย์ความเร็วที่เพิ่มขึ้นไหม
Gen 4 คุ้มค่าสำหรับ:
- ตัดต่อวิดีโอ RAW ขนาดใหญ่โดยตรง ไม่ผ่าน proxy (เช่น RED RAW, BRAW, ARRI)
- ย้ายหรือ backup ไฟล์ขนาดใหญ่บ่อยๆ เช่น ส่งงานให้ลูกค้าทุกวัน
- เล่นเกมใหม่ที่รองรับ DirectStorage และวางแผนจะเล่นเกมที่ออกมาในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
- ใช้ SSD เป็น scratch disk หลักสำหรับงานเรนเดอร์ที่ต้องการพื้นที่ swap เยอะ
Gen 3 ยังพอสำหรับ:
- ตัดต่อผ่าน proxy ทุกขั้นตอน
- งานออฟฟิศ ประชุมออนไลน์ เปิดเอกสาร
- เล่นเกมที่ไม่รองรับ DirectStorage (ส่วนใหญ่ในตลาดตอนนี้)
- ใช้คอมทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานไฟล์ขนาดใหญ่ต่อเนื่อง
Hiksemi E3000 Gen 3 — SSD NVMe M.2 ที่มีความเร็ว 3,520MB/s อ่าน ตัวอย่างสินค้า Gen 3 ราคาถูกกว่า ช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่าใครควรยังใช้ Gen 3 ตามสรุปบทความ
ดูสินค้าSamsung 990 EVO Plus — SSD NVMe Gen 4 ที่มีความเร็ว 7,250MB/s อ่าน/6,300MB/s เขียน ตัวอย่างสินค้า Gen 4 ที่ใช้ได้จริงในงานไฟล์ขนาดใหญ่
ดูสินค้าถ้ายังลังเลอยู่ระหว่างสองตัวเลือก ลองถามตัวเองว่าในสัปดาห์ที่แล้วมีงานที่ต้องรอ SSD จริงๆ กี่ครั้ง ถ้าคำตอบคือแทบไม่เคย bottleneck อยู่ที่อื่นในระบบ และ Gen 3 ที่ดีกับ RAM เพิ่มอีกแถบจะเปลี่ยนชีวิตได้มากกว่า
