CPUWAX ค้นหาสินค้า แบรนด์ หรือหมวดหมู่...ค้นหา
หน้าแรกบทความInkjet vs Laser ปริ้นเตอร์ตัวไหนประหยัดไฟกว่ากันจริง และค่าไฟที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยนับ

Inkjet vs Laser ปริ้นเตอร์ตัวไหนประหยัดไฟกว่ากันจริง และค่าไฟที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยนับ

CPUWAX เป็นเว็บรวมข้อมูลและเปรียบเทียบอุปกรณ์ไอที เมื่อคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ของเรา เราอาจได้รับค่าแนะนำจากร้านค้าโดยราคาที่คุณจ่ายไม่เปลี่ยน ข้อมูลราคา/สต็อกอัปเดต 6 ก.ย. 2569
Inkjet vs Laser ปริ้นเตอร์ตัวไหนประหยัดไฟกว่ากันจริง และค่าไฟที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยนับ

เลเซอร์ปริ้นเร็ว ค่าหมึกถูกกว่าในระยะยาว — นี่คือสิ่งที่ทุกคนพูดถึง แต่ไม่มีใครบอกว่า fuser unit ที่ต้องอุ่นความร้อนทุกครั้งที่กดปริ้นนั้นดึงไฟสูงสุดเป็นร้อยวัตต์ในช่วงวินาทีแรก ขณะที่ inkjet ส่วนใหญ่ใช้ไฟไม่ถึงสิบห้าวัตต์ตลอดกระบวนการปริ้น คนที่ซื้อปริ้นเตอร์ประหยัดไฟมักดูแค่ป้ายราคา ไม่ได้เปิดสเปกดูวัตต์จริงเลยสักครั้ง

ปัญหาคือทั้งสองเทคโนโลยีกินไฟคนละช่วงเวลา inkjet กินน้อยตอนปริ้น แต่ถ้าทิ้งไว้เปิดเครื่องทั้งวันค่า standby สะสมได้ไม่น้อย เลเซอร์กินหนักตอน warm-up แต่ถ้าปริ้นงานเยอะต่อเนื่องต้นทุนต่อหน้าอาจถูกกว่า คำตอบว่าตัวไหนประหยัดไฟกว่าจึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานจริง ไม่ใช่ตัวเลขบนกล่อง

ทำความเข้าใจว่าปริ้นเตอร์กินไฟตอนไหนบ้าง

ปริ้นเตอร์ไม่ได้กินไฟเท่ากันตลอดเวลา มีอย่างน้อยสามช่วงที่ค่าวัตต์ต่างกันมาก และแต่ละเทคโนโลยีก็กินหนักคนละช่วง

ช่วง warm-up และ standby คือตัวแปรที่คนมองข้าม

เลเซอร์ปริ้นเตอร์มีชิ้นส่วนที่เรียกว่า fuser unit — ทำหน้าที่หลอมผงหมึกลงบนกระดาษด้วยความร้อน ทุกครั้งที่กดปริ้น เครื่องต้องอุ่น fuser ขึ้นมาก่อนถึงจะพิมพ์ได้ ช่วงวินาทีนั้นดึงไฟสูงกว่าตอนปริ้นจริงเสียอีก

inkjet ไม่มีขั้นตอนนี้เลย หัวพิมพ์ทำงานได้ทันทีเมื่อกดปริ้น ไม่ต้องรอ warm-up ไม่ต้องอุ่นอะไร

ส่วนค่า standby คือไฟที่เครื่องกินขณะเปิดทิ้งไว้แต่ไม่ได้ใช้งาน ทั้ง inkjet และ laser ต่างมีค่านี้ แต่ตัวเลขต่างกันตามรุ่นและการออกแบบ inkjet บางรุ่นมี standby ต่ำมากจนแทบวัดไม่ได้ ขณะที่เลเซอร์บางรุ่นยังคงอุ่น fuser ไว้เพื่อพร้อมปริ้นทันที ซึ่งกินไฟต่อเนื่องตลอดเวลาที่เปิดเครื่อง

วัตต์ขณะปริ้นจริง inkjet vs laser ต่างกันแค่ไหน

ตัวเลขที่พิมพ์บนกล่องมักเป็นค่า maximum wattage ไม่ใช่ค่าที่ใช้จริงตลอดเวลา แต่ถ้าดูจากสเปกจริงของรุ่นที่วางขายในตลาดทั่วไป ช่วงที่เห็นบ่อยคือ:

  • inkjet ทั่วไป: ปริ้นจริงอยู่ที่ประมาณ 10–15 วัตต์, standby ต่ำกว่า 2–3 วัตต์
  • laser ขาวดำระดับ SOHO: ปริ้นจริงอยู่ที่ประมาณ 300–500 วัตต์ ช่วง warm-up, ลดลงเหลือ 100–200 วัตต์ ขณะปริ้นต่อเนื่อง
  • laser ที่มี sleep mode: standby อาจลงมาถึง 1–2 วัตต์ แต่ต้อง warm-up ใหม่ทุกครั้งที่ตื่นจาก sleep

ความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เลเซอร์ใช้ไฟช่วงสั้นๆ แต่หนักมาก inkjet ใช้ไฟน้อยแต่นานกว่าต่อหน้า ผลรวมค่าไฟจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณปริ้นกี่หน้าและบ่อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขสูงสุดบนสเปกชีต


เทียบค่าไฟจากพฤติกรรมการใช้งาน ไม่ใช่สเปกบนกล่อง

ตัวเลขวัตต์บนกล่องบอกแค่ค่าสูงสุด ค่าไฟจริงขึ้นอยู่กับว่าคุณปริ้นกี่หน้าต่อวัน เปิดเครื่องทิ้งไว้นานแค่ไหน และเปิดปริ้นแล้วปิดทันทีหรือเปล่า

ปริ้นน้อยกว่า 20 หน้าต่อวัน inkjet ได้เปรียบชัดเจน

คนที่ปริ้นเอกสารวันละไม่กี่หน้าและปิดเครื่องทันทีหลังใช้ inkjet ชนะขาด เพราะไม่มีค่า warm-up สะสม ปริ้นสองหน้าเสร็จก็ปิด ไฟที่กินไปไม่ถึง 5 วัตต์-นาที ต่อรอบ

เลเซอร์ในสถานการณ์เดียวกันต้อง warm-up fuser ทุกครั้ง แม้ปริ้นแค่หน้าเดียว ค่าไฟช่วง warm-up นั้นกระจายลงบนหน้าเดียวทั้งหมด ยิ่งปริ้นน้อยหน้าต่อรอบ ต้นทุนค่าไฟต่อหน้ายิ่งสูง

จุดที่ต้องระวังคือ inkjet ที่ทิ้งไว้เปิดทั้งวัน แม้ standby จะต่ำ แต่ถ้าเปิดไว้ 8–10 ชั่วโมงต่อวัน ค่า standby สะสมก็ไม่ใช่ศูนย์

#7Canon Pixma E3370 All-in-One Wi-Fi เครื่องปริ้นเตอร์ Print/Copy/Scan ของแท้ รับประกันศูนย์ 1 ปี
Canon Pixma E3370 All-in-One Wi-Fi เครื่องปริ้นเตอร์ Print/Copy/Scan ของแท้ รับประกันศูนย์ 1 ปี
5.0฿2,138ขาย 20

Canon E3370 อิงค์เจ็ท Wi-Fi ราคาถูก — ตัวอย่างปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ทระดับเริ่มต้นที่ใช้ไฟน้อยสำหรับผู้ปริ้นน้อย

ดูสินค้า

ปริ้นหนักต่อเนื่องทุกวัน เลเซอร์คุ้มกว่าในระยะยาว

ถ้าปริ้นงานวันละ 50–100 หน้าขึ้นไป สมการเปลี่ยนทันที ค่า warm-up ของเลเซอร์ที่กินไฟหนักนั้นกระจายออกไปหลายสิบหน้า ต้นทุนค่าไฟต่อหน้าเริ่มลดลงเรื่อยๆ ตามปริมาณงาน

ขณะที่ inkjet ที่ปริ้นหนักต่อเนื่องกลับเจอปัญหาต่างออกไป หัวพิมพ์อาจร้อน ความเร็วปริ้นช้ากว่า และถ้าหยุดปริ้นบ่อยๆ ระหว่างงาน ก็มีค่า standby แทรกอยู่ตลอด

เลเซอร์ออกแบบมาสำหรับงานปริมาณมาก เครื่องจึงมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้งานต่อเนื่อง ไม่ใช่เปิดปริ้นสองหน้าแล้วปิด

ค่า standby ที่สะสมทั้งเดือนคิดเป็นเงินเท่าไหร่

คำนวณเองได้ไม่ยาก สูตรพื้นฐานคือ:

  • วัตต์ standby × ชั่วโมงที่เปิดทิ้งไว้ต่อวัน × 30 วัน ÷ 1,000 = หน่วยไฟ (kWh) ต่อเดือน
  • คูณด้วยค่าไฟต่อหน่วย (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4–5 บาทต่อหน่วย ขึ้นอยู่กับ TOU และประเภทผู้ใช้)

ตัวอย่าง: inkjet standby 3 วัตต์ เปิดทิ้งไว้ 8 ชั่วโมงต่อวัน ตลอดเดือน = 3 × 8 × 30 ÷ 1,000 = 0.72 kWh หรือประมาณ 3–4 บาทต่อเดือน — ฟังดูน้อย แต่ถ้าเป็นเลเซอร์ที่ standby อยู่ที่ 10–15 วัตต์ ตัวเลขนั้นกระโดดขึ้นไปอีกห้าเท่า

ลองเอาตัวเลข standby watt จากสเปกชีตของเครื่องที่กำลังจะซื้อมาแทนค่าดู จะเห็นภาพชัดกว่าดูแค่ราคาหน้าร้าน


เจาะลึกต่อ: ปริ้นเตอร์ ink tank ปัญหา, ink tank หัวตัน

จุดที่ทั้งสองเทคโนโลยีกินไฟแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

มีสองสถานการณ์ที่ผลลัพธ์ค่าไฟต่างกันชัดมาก และมักเป็นสิ่งที่คนซื้อปริ้นเตอร์ไม่ได้คิดถึงตั้งแต่ต้น

Work from home ที่เปิดเครื่องทิ้งไว้ทั้งวัน

นี่คือสถานการณ์ที่ inkjet และ laser สลับบทบาทกันได้อย่างน่าสนใจ inkjet standby ต่ำ แต่ถ้าเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เช้าถึงเย็นโดยไม่ได้ปริ้นอะไรเลย ค่า standby สะสมรายเดือนก็เริ่มมีนัยสำคัญ

เลเซอร์ที่มีฟีเจอร์ auto power-off หรือ deep sleep mode ที่ดีกลับอาจกินไฟ standby น้อยกว่าในบางกรณี เพราะเครื่องจะดับ fuser ลงเมื่อไม่ได้ใช้งานนานพอ ปัญหาคือเมื่อสั่งปริ้นอีกครั้ง ต้อง warm-up ใหม่ตั้งแต่ต้น

สิ่งที่ควรเช็กก่อนซื้อคือ ค่า standby watt และ sleep watt ในสเปกชีตจริง ไม่ใช่ดูแค่ค่า maximum power ที่พิมพ์ใหญ่บนกล่อง ตัวเลขสองค่านี้บอกพฤติกรรมจริงของเครื่องได้ดีกว่า

#4Epson EcoTank L3250 A4 All-in-One Wifi Print/COPY/SCAN ปริ้นเตอร์อิงค์แท้งค์
Epson EcoTank L3250 A4 All-in-One Wifi Print/COPY/SCAN ปริ้นเตอร์อิงค์แท้งค์
5.0฿4,935ขาย 75

Epson EcoTank L3250 เป็นอิงค์แท้งค์ที่ประหยัดค่าหมึกในระยะยาว — ให้ผู้อ่านเห็นตัวเลือกอิงค์เจ็ทที่ออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนต่อหน้าเหมือนเลเซอร์

ดูสินค้า

ปริ้นเตอร์ที่มี Energy Star กับที่ไม่มี ต่างกันจริงไหม

Energy Star คือมาตรฐานการประหยัดพลังงานของ EPA สหรัฐฯ ที่ผู้ผลิตต้องส่งเครื่องให้ทดสอบจริงก่อนได้รับโลโก้ ไม่ใช่แค่เคลมเองบนกล่อง

เครื่องที่ผ่านมาตรฐาน Energy Star มีข้อกำหนดที่ชัดเจนเรื่อง ค่า standby สูงสุด และ เวลาเข้า sleep mode ซึ่งหมายความว่าเครื่องต้องดับหรือลดการกินไฟลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อไม่ได้ใช้งานตามเวลาที่กำหนด

ทั้ง inkjet และ laser มีรุ่นที่ผ่าน Energy Star และไม่ผ่านปะปนกัน การมีโลโก้นี้บนกล่องไม่ได้แปลว่าเครื่องกินไฟน้อยที่สุดในหมวด แต่อย่างน้อยรับประกันได้ว่าค่า standby อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ ต่างจากเครื่องที่ไม่มีมาตรฐานนี้ซึ่งผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบตัวเลขใดๆ เลย

#1เครื่องปริ้น HP LaserJet MFP 137FNW (4ZB84A) Printer เลเซอร์พริ้นเตอร์ เครื่องพิมพ์พร้อมหมึกแท้ 1 ชุด / Earth shop
เครื่องปริ้น HP LaserJet MFP 137FNW (4ZB84A) Printer เลเซอร์พริ้นเตอร์ เครื่องพิมพ์พร้อมหมึกแท้ 1 ชุด / Earth shop
5.0฿7,429ขาย 11

เลเซอร์ HP LaserJet MFP 137FNW ที่บทความเตือนว่ากินไฟหนักตอน warm-up — ตรวจสอบสเปก standby watt และ Energy Star ตามที่บทความแนะนำให้ดูก่อนตัดสินใจ

ดูสินค้า

ดูเพิ่มที่: ปริ้นเตอร์เลเซอร์สี ออฟฟิศ

ใครควรเลือก inkjet และใครควรเลือก laser เมื่อคิดเรื่องค่าไฟ

ไม่มีคำตอบสากลว่าตัวไหนประหยัดไฟกว่า เพราะคำตอบมาจากพฤติกรรมการใช้งานของคุณโดยตรง

inkjet เหมาะกับใคร

inkjet ให้ค่าไฟต่ำกว่าในกรณีที่พฤติกรรมตรงกับโปรไฟล์นี้:

  • ปริ้นงาน น้อยกว่า 20 หน้าต่อวัน และไม่ได้ทำต่อเนื่อง
  • ปิดเครื่องทันทีหลังใช้ ไม่ทิ้งเครื่องเปิดไว้ระหว่างวัน
  • ปริ้นเอกสารทั่วไปสลับกับงานสีเป็นครั้งคราว
  • ไม่ต้องการความเร็วสูงในการปริ้นต่อเนื่อง

inkjet ที่ใช้ระบบ ink tank อย่าง EcoTank หรือ PIXMA G-series ยิ่งลดต้นทุนต่อหน้าลงได้มากกว่าอีก เพราะค่าหมึกต่อหน้าต่ำกว่าแบบ cartridge มาก รวมกับค่าไฟที่ต่ำอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนรวมต่อหน้าแข่งได้กับเลเซอร์ในหลายกรณี

#5เครื่องปริ้นเตอร์มัลติฟังก์ชั่นอิงค์เจ็ท Canon รุ่น Pixma G2010 สีดำ
เครื่องปริ้นเตอร์มัลติฟังก์ชั่นอิงค์เจ็ท Canon รุ่น Pixma G2010 สีดำ
4.9฿4,290ขาย 25

Canon PIXMA G2010 มัลติฟังก์ชั่นอิงค์เจ็ท — เหมาะสำหรับผู้ปริ้นน้อยกว่า 20 หน้าต่อวันที่บทความแนะนำให้เลือก inkjet แทบทุกรุ่น

ดูสินค้า
#6Canon เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันอิงค์เจ็ท รุ่น PIXMA G2730
Canon เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันอิงค์เจ็ท รุ่น PIXMA G2730
4.9฿3,980ขาย 71

Canon PIXMA G2730 อิงค์เจ็ท all-in-one ที่มีระบบหมึกแท้ — ตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบค่าไฟและค่าหมึกจริงตามพฤติกรรมการใช้งาน

ดูสินค้า

laser เหมาะกับใคร

เลเซอร์คุ้มกว่าในระยะยาวเมื่อรวมค่าไฟ ถ้าพฤติกรรมตรงกับโปรไฟล์นี้:

  • ปริ้นงาน 50 หน้าขึ้นไปต่อวัน สม่ำเสมอ
  • ต้องการความเร็วปริ้นสูง และปริ้นต่อเนื่องหลายชุดโดยไม่หยุด
  • ใช้งานในออฟฟิศเล็กที่มีคนใช้เครื่องร่วมกันหลายคน
  • เลือกรุ่นที่มี sleep mode และ auto power-off ที่ตั้งค่าได้

ข้อที่ต้องตรวจสอบก่อนซื้อเลเซอร์คือสเปก sleep watt และ time to sleep ในคู่มือ ไม่ใช่แค่ค่า maximum power บนกล่อง เครื่องที่เข้า sleep เร็วและกิน sleep watt ต่ำจะลดค่าไฟ standby ได้มากในสภาพแวดล้อมออฟฟิศที่เปิดเครื่องทิ้งไว้ระหว่างวัน

ใครควรเลือกอะไร ก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน

ถ้าจะตัดสินใจซื้อปริ้นเตอร์ประหยัดไฟ เริ่มจากนับก่อนว่าตัวเองปริ้นกี่หน้าต่อสัปดาห์และเปิดเครื่องทิ้งไว้นานแค่ไหน ถ้าปริ้นน้อยกว่า 20 หน้าต่อวันและปิดเครื่องทันทีหลังใช้ inkjet แทบทุกรุ่นกินไฟน้อยกว่าชัดเจน ถ้าปริ้นหนักทุกวันและต้องการเครื่องที่เปิดค้างได้ ให้ดูที่สเปก standby watt และโลโก้ Energy Star บนกล่องก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ดูแค่ราคาหน้าร้าน

เลือกดูหมวดอื่นเพิ่มเติมได้จากหน้าแรก CPUWAX

คำถามที่พบบ่อย

ปริ้นเตอร์ inkjet กับ laser ตัวไหนกินไฟน้อยกว่ากันจริง

ขึ้นอยู่กับช่วงการใช้งาน inkjet กินไฟน้อยกว่าขณะปริ้นและ standby แต่เลเซอร์ดึงไฟสูงช่วง warm-up ก่อนปริ้นทุกครั้ง ถ้าปริ้นน้อยและปิดเครื่องทันที inkjet ประหยัดกว่าชัดเจน ถ้าปริ้นหนักต่อเนื่องทุกวันเลเซอร์อาจคุ้มกว่าเมื่อรวมต้นทุนต่อหน้า

เครื่องปริ้นเลเซอร์กินไฟมากแค่ไหนต่อเดือนถ้าเปิดทิ้งไว้

เลเซอร์ทั่วไปมีค่า standby อยู่ที่ประมาณ 3-10 วัตต์ขึ้นอยู่กับรุ่น ถ้าเปิดทิ้งไว้ 8 ชั่วโมงต่อวันตลอดเดือน ค่าไฟ standby อย่างเดียวอาจสะสมได้ไม่น้อย ควรเลือกรุ่นที่มีฟีเจอร์ auto sleep หรือ auto power-off และดูค่า standby watt ในสเปกก่อนซื้อ

ปริ้นเตอร์ที่มีโลโก้ Energy Star ประหยัดไฟกว่าจริงไหม

ใช่ในทางปฏิบัติ เครื่องที่ผ่านมาตรฐาน Energy Star ต้องมีค่า standby และ sleep mode ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งส่งผลต่อค่าไฟสะสมในระยะยาวโดยเฉพาะถ้าเปิดเครื่องทิ้งไว้บ่อย โลโก้นี้เป็นจุดเช็กเบื้องต้นที่ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

inkjet standby กินไฟไหม ถ้าเปิดเครื่องทิ้งไว้ทั้งวัน

กินครับ แม้ inkjet จะมีค่า standby ต่ำกว่าเลเซอร์ แต่ถ้าเปิดทิ้งไว้ทั้งวันโดยไม่ได้ใช้งาน ค่าไฟก็สะสมได้เช่นกัน ควรตั้งค่า auto power-off ในเมนูเครื่องให้ปิดหลังไม่ได้ใช้งานสักระยะ จะช่วยลดค่าไฟได้จริง

จะรู้ได้ยังไงว่าเครื่องปริ้นที่บ้านกินไฟเท่าไหร่จริง

วิธีที่ตรงที่สุดคือใช้ปลั๊กวัดไฟ (power meter) เสียบระหว่างเครื่องปริ้นกับปลั๊กผนัง แล้วดูค่าวัตต์ขณะ standby ขณะ warm-up และขณะปริ้นจริง จากนั้นคำนวณด้วยสูตร วัตต์ × ชั่วโมงที่ใช้ ÷ 1000 × ค่าไฟต่อหน่วย จะได้ค่าไฟที่แม่นยำกว่าดูแค่สเปกบนกล่อง

สินค้าแนะนำในหมวดนี้

ดูทั้งหมด ›

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับไปหมวด ปริ้นเตอร์ & อุปกรณ์ออฟฟิศ